คุณหญิงจำนงศรี
หาญเจนลักษณ์
ตีพิมพ์ในนิตยสาร
Health & Cuisine
ฉบับที่
75 เดือนเมษายน 2550
บทนี้
ขอเริ่มด้วยคำถามว่า “ความเงียบเป็นศัตรูที่ต้องปิดกั้น
ส่วนเสียงเพลงเป็นเพื่อนที่ขาดไม่ได้ จริงหรือ”
มีเพื่อนๆ
5 - 6 คน ที่นัดพบกันเพื่อชิมอาหารกลางวัน เราผลัดกันเลือกร้านอร่อยๆ
ไปนั่งคุยกันสบายๆ แลกเปลี่ยนข่าวสาร ความคิดเห็น แล้วแยกกันไปอย่างอุ่นใจ
จนกระทั่งพบกันครั้งใหม่
ในจุดมุ่งหมายการนัดพบเราคือรสชาติอาหารกับการสนทนา
จึงพยายามเลือกร้านที่เปิดเพลงเบาๆ หรือไม่เปิดเลย
ประเภทไม่เปิดเลยนี่หายากได้ยากขึ้นทุกวัน ถ้าผู้อ่านท่านไหนรู้จักช่วยแนะนำด้วย
จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง
เคยได้ยินมาว่า
วัฒนธรรมการเปิดเพลงดังลั่นจนกลบความคิด
เริ่มมาจากเทคนิคของร้านอาหารบางประเภทในประเทศตะวันตกที่ต้องการให้ลูกค้าหมุนเวียนเร็ว
เพราะดนตรีที่ดังและจังหวะแรงเร้า มีผลทางจิตวิทยาให้กินเร็ว ลุกเร็ว
ไม่อ้อยอิ่งให้เปลืองที่นั่ง จะคุยกันให้เสียเวลากินก็ต้องตะโกนเอา
ตะโกนได้ไม่กี่น้ำก็ยอมแพ้กันไปเอง
นอกจากนั้นแล้ว
การดึงการรับรู้ทั้งหมดมาไว้ที่ประสาทหู ทำให้รสอาหารไม่จำเป็น
ต้องละเมียดละไมนัก
ช่างเป็นวัฒนธรรมการกินที่เป็นลบอย่างยิ่งต่อทั้งระบบย่อย
ประสาทหู และรสสัมผัส ร้านอาหารบ้านเรารับมันมาทั้งดุ้นโดยอาจไม่รู้ที่มา
หลายร้านที่ติดลำโพงไว้ทั่ว ไม่ให้คนกินหนีเอาหูไปหลบได้ที่มุมไหน
ถึงแม้ชอบดนตรี
ชอบเพลง ชอบดูหนัง แต่ข้าพเจ้าไม่ใช้วอล์คแมน ไม่ต่อสายไอพ็อดเข้าหู
ไม่เหงาเมื่ออยู่คนเดียวโดยไม่เปิดเพลงหรือโทรทัศน์ ความเงียบให้โอกาสพักหู
ให้ได้ยินเสียงธรรมชาติ
ได้อยู่กับตัวเองกับสิ่งรอบตัวอย่างไม่ต้องมีสื่อภายนอกมานำพาอารมณ์
และจะไม่เปิดเครื่องเสียงในรถเวลาขับผ่านทิวทัศน์ที่งดงาม
เพราะพบว่าความเงียบช่วยให้ซึมซับความชื่นบานจากปัจจุบัน ตรงนั้น เดี๋ยวนี้
ได้อย่างวิเศษสุด ไม่ว่าจะเป็นทางตา หู และกายสัมผัส
ไม่กี่วันมานี้ได้คุยกับคนที่บอกว่าเคยติดเพลงอย่างหนัก
ประเภทขาดไม่ได้ตั้งแต่วัยรุ่น มาช่วงหนึ่งที่ย้ายบ้าน ยุ่งเหยิงวุ่นวาย
ไม่มีเวลาตั้งเครื่องเสียงอยู่ถึง 3 ปี เธอก็แปลกใจตัวเองที่สุขไปอีกแบบ
เพราะเริ่มสังเกตรายละเอียดของเสียงรอบตัวที่ไม่เคยสังเกตมาก่อน
จนคุ้นเคยและรู้ค่าของความเงียบ ที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ
รู้สึกว่ามั่นคงในตัวเองมากขึ้น
เมื่อติดตั้งเครื่องเสียงและมีเสียงเพลงในบ้านอีกครั้ง
เธอก็รู้สึกเหมือนได้เพื่อนเก่ากลับมา
แต่เป็นเพื่อนที่รู้จักพื้นที่และเวลาที่เหมาะสม เรียกว่าเป็นเพื่อนที่ให้อิสรภาพ
ไม่ใช่เพื่อนที่พันผูกเธอไว้จนขาดไม่ได้
หลายคนใช้เพลงพากลับไปอดีตที่มีความสุข
เพลงเลยกลายเป็นสายใยพันใจไว้กับความทรงจำที่หมดความเป็นจริงไปแล้ว
ถ้าความทรงจำนั้นเป็นกำลังใจให้ก้าวไปในปัจจุบันอย่างงดงาม ก็วิเศษ
แต่ถ้าเป็นความทรงจำที่ทำให้โหยหาไม่รู้จบ
เพลงนั้นก็เหมือนสายน้ำวนที่พัดพาเป็นเกลียวอดีตลึกลงๆ
จะปีนกลับขึ้นหาพลังของปัจจุบันได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
เหมือนสิ่งดีๆ
อีกหลายๆ อย่างในโลกนี้ ชีวิตนี้ เสียงเพลงไม่ควรจะกลายเป็นสิ่งเสพติดที่
‘ขาดไม่ได้’
มนุษย์เราถ้าขาดสิ่งใดไม่ได้
ก็เท่ากับสูญเสียอิสสระภาพทางใจให้สิ่งนั้น
Next
« Prev Post
« Prev Post
Previous
Next Post »
Next Post »
Đăng ký:
Đăng Nhận xét (Atom)